Performance Marketing สำหรับธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ ตกแต่ง และรีโนเวท ที่มอง Lead ไปถึงมูลค่า Project
งานบิลท์อินและรีโนเวทมีมูลค่าต่อโปรเจกต์สูง และใบเสนอราคาแต่ละใบใช้เวลาทีมจริง Triple A Marketing จึงเชื่อม Media, Content, Inquiry และข้อมูลจากทีมขาย เพื่อให้รู้ว่า Inquiry แบบไหนกลายเป็นงานที่ปิดได้
ทำไม Performance Marketing สำหรับธุรกิจตกแต่งภายใน จึงไม่ควรวัดผลแค่จำนวน Inquiry?
เพราะ Inquiry แต่ละรายมีมูลค่าไม่เท่ากันเลย และการทำใบเสนอราคาหนึ่งใบใช้เวลาทีมหลายชั่วโมง Inquiry ที่ไม่ตรงจึงเป็นต้นทุนจริง ไม่ใช่แค่โอกาสที่หายไป
มูลค่าต่อโปรเจกต์ห่างกันหลายเท่า
ตู้บิลท์อินหนึ่งชุดกับการรีโนเวททั้งบ้านต่างกันหลายสิบเท่า การนับ Inquiry เป็นหน่วยเดียวกันจึงทำให้อ่านผลผิด ต้องดูมูลค่ารวมของงานที่ปิดได้ ไม่ใช่จำนวนคนที่ทัก
พื้นที่ทำงานจำกัดระยะ
ต่างจากธุรกิจที่ส่งของได้ทั่วประเทศ งานติดตั้งมีระยะที่ทีมเข้าไปได้จริง Inquiry จากคนละจังหวัดจึงเป็นงบที่จ่ายไปเปล่า ถ้าไม่ได้ตั้งพื้นที่เป้าหมายไว้แต่แรก
ลูกค้าเทียบหลายเจ้าเสมอ และเทียบด้วยภาพ
เจ้าของบ้านมักขอใบเสนอราคาสามถึงห้าเจ้า สิ่งที่ทำให้เลือกไม่ใช่ราคาต่ำสุด แต่คือผลงานที่ใกล้เคียงกับบ้านตัวเอง และความมั่นใจว่าทีมจะไม่ทิ้งงานกลางคัน
ตัวเลขที่ขาดคือ Inquiry ไหนกลายเป็นงาน
Ads Manager บอกได้แค่ว่ามีคนทักกี่ราย แต่บอกไม่ได้ว่ารายไหนได้ไปดูหน้างาน รายไหนได้ใบเสนอราคา และรายไหนเซ็นสัญญา ซึ่งเป็นข้อมูลที่ตัดสินว่าควรเติมงบตรงไหน
Triple A Marketing วาง Performance Marketing สำหรับธุรกิจตกแต่งภายในอย่างไร?
Media
จำกัดพื้นที่ให้ตรงกับระยะที่ทีมเข้าไปติดตั้งได้จริง แล้วแยกแคมเปญตามประเภทงาน เพราะคนหาบิลท์อินห้องเดียวกับคนรีโนเวททั้งหลังไม่ได้ค้นหาด้วยคำเดียวกัน
Content
ใช้ผลงานจริงเป็นตัวนำ โดยเลือกงานที่ใกล้เคียงกับประเภทบ้านของกลุ่มเป้าหมาย พร้อมบอกช่วงงบและระยะเวลาทำงานไว้ตั้งแต่ในโฆษณา เพื่อคัดคนที่งบไม่ตรงออกก่อนทัก
Inquiry
เก็บข้อมูลที่จำเป็นตั้งแต่แชทแรก คือประเภทงาน พื้นที่โดยประมาณ ทำเล และช่วงเวลาที่อยากเริ่ม เพื่อให้ทีมรู้ว่าควรจัดคิวไปดูหน้างานรายไหนก่อน
Site Visit & Quotation
ติดตามว่า Inquiry ไหนได้ไปดูหน้างาน ได้ใบเสนอราคา และปิดได้ แล้วส่งข้อมูลกลับมาปรับว่าโฆษณาชิ้นไหนพางานที่มูลค่าสูงเข้ามา
เป้าหมายจึงไม่ใช่การทำให้ต้นทุนต่อ Inquiry ต่ำที่สุด แต่คือการใช้งบกับ Inquiry ที่กลายเป็นโปรเจกต์จริงได้มากขึ้น

จากคนเห็นเยอะ สู่ Lead ใหม่ที่มีโอกาสเข้ามาซื้อจริงมากขึ้น
โจทย์
ธุรกิจไม่ได้ต้องการแค่คนเห็นเยอะ แต่ต้องการคนที่อยู่ในระยะที่ทีมเข้าไปติดตั้งได้ และมีงบตรงกับงานที่รับ
สิ่งที่ Triple A Marketing ปรับ
จำกัดพื้นที่เป้าหมาย ปรับคอนเทนต์ให้ใช้ผลงานจริงนำ และคัดกรอง Inquiry ตั้งแต่ในแชทก่อนส่งให้ทีม
สิ่งที่ทำ
- โฆษณาเจาะเฉพาะลูกค้าที่กำลังมองหาสินค้าและบริการติดตั้งจริง
- สร้างคอนเทนต์ที่ช่วยปิดการขาย ทั้งรีวิวจากลูกค้า วิดีโอการใช้งานจริง และโปรโมชันพิเศษ
- รีมาร์เก็ตติ้งดึงลูกค้าเก่ากลับมาซื้อซ้ำ เพื่อเพิ่มยอดสั่งซ้ำและการจองบริการติดตั้ง
ผลลัพธ์ที่ธุรกิจได้รับ
- ลูกค้าทักแชทเข้ามามากขึ้น และเป็นกลุ่มที่พร้อมซื้อจริง
- แบรนด์เป็นที่รู้จักและถูกเลือกเป็นอันดับแรกในหมวดนี้
- ดึงลูกค้าเข้าหน้าร้านและโชว์รูมได้มากขึ้น
คำถามที่พบบ่อย
ธุรกิจตกแต่งภายในควรยิงแอด Facebook หรือ Google?
ใช้ทั้งคู่แต่คนละหน้าที่ Google รับคนที่กำลังค้นหาอยู่แล้ว เช่นพิมพ์คำว่าบิลท์อินบวกชื่อย่าน ซึ่งมักเป็นคนที่มีแผนอยู่ในหัวแล้ว ส่วน Facebook, Instagram และ TikTok เหมาะกับการโชว์ผลงานจริงให้คนที่ยังไม่ได้ตัดสินใจ เพราะงานตกแต่งเป็นสิ่งที่คนเลือกด้วยภาพเป็นหลัก ถ้างบยังจำกัดให้เริ่มจาก Google แล้วใช้โซเชียลเก็บคนที่เคยดูผลงานแล้วยังไม่ทัก
ควรบอกราคาในโฆษณาไหม?
ควรบอกเป็นช่วงราคาหรือราคาเริ่มต้นต่อหน่วย ไม่ต้องบอกราคาเต็มโปรเจกต์ เพราะงานตกแต่งไม่มีราคามาตรฐาน การบอกช่วงงบช่วยคัดคนที่งบไม่ตรงออกตั้งแต่ก่อนทัก ซึ่งประหยัดเวลาทีมมากกว่าการปล่อยให้ทักเข้ามาแล้วค่อยรู้ทีหลังว่าคุยกันไม่ได้
Inquiry เยอะแต่ปิดงานไม่ได้ ควรเช็กอะไร?
ให้แยกก่อนว่าคนที่ทักเข้ามาหลุดตรงไหน ถ้าหลุดตอนถามราคาแปลว่างบไม่ตรงตั้งแต่ต้น ให้แก้ที่การบอกช่วงงบในโฆษณา ถ้าหลุดหลังไปดูหน้างานแล้วแปลว่าปัญหาอยู่ที่ใบเสนอราคาหรือการติดตาม ไม่ใช่ที่โฆษณา และถ้าหลุดเพราะอยู่ไกลเกินไป ให้กลับไปแก้พื้นที่เป้าหมาย
ควรมี Media Budget เท่าไรสำหรับธุรกิจตกแต่งภายใน?
ขึ้นกับมูลค่าเฉลี่ยต่อโปรเจกต์และจำนวนงานที่ทีมรับไหวต่อเดือนเป็นหลัก ธุรกิจที่รับงานได้เดือนละไม่กี่โปรเจกต์ไม่จำเป็นต้องใช้งบสูง แต่ต้องใช้งบให้ตรงพื้นที่และตรงประเภทงาน สิ่งที่ควรคำนวณคือต้นทุนต่อโปรเจกต์ที่ปิดได้ ซึ่งได้จากงบโฆษณาหารด้วยจำนวนงานที่เซ็นสัญญาจริง
ต้องมีเว็บไซต์ไหม หรือใช้เพจอย่างเดียวพอ?
ควรมีหน้าที่รวมผลงานแยกตามประเภทงานและช่วงงบ เพราะเจ้าของบ้านมักดูผลงานหลายรอบก่อนตัดสินใจ และมักส่งลิงก์ให้คนในบ้านดูด้วย เพจทำหน้าที่นี้ได้ไม่ดีเท่า เนื่องจากผลงานเก่าจะจมลงไปตามเวลา และคนที่เข้ามาใหม่จะหาไม่เจอ
บริการที่ใช้กับธุรกิจกลุ่มนี้
บริหารโฆษณา Facebook และ Instagram แบบ Full-Funnel
เราวางแคมเปญ Facebook และ Instagram แบบ Full-Funnel คือแยกแคมเปญสร้างการรับรู้ออกจากแคมเปญปิดการขาย แล้วใช้ระบบงบประมาณและการทดสอบที่เหมาะกับแต่ละชั้น…
บริหาร Google Ads เพื่อเข้าถึง Demand ในจังหวะที่ลูกค้ากำลังค้นหา
Google ต่างจากโซเชียลตรงที่ลูกค้ากำลังค้นหาอยู่แล้ว ความต้องการจึงชัดเจนกว่า Triple A Marketing เลือกใช้รูปแบบแคมเปญตาม Objective ของธุรกิจ ทั้ง Searc…
ผลิต Creative ที่ออกแบบจาก Business Goal ไม่ใช่แค่ความสวย
Triple A Marketing เริ่มงาน Creative จากคำถามว่าลูกค้าต้องเห็นอะไรถึงจะกล้าตัดสินใจ ไม่ใช่เริ่มจากว่าจะทำอะไรให้สวย เราวาง Message, Hook, Proof และ CT…
Website และ Landing Page ที่ออกแบบเพื่อ Conversion และการวัดผล
Landing Page ที่ดีคือหน้าที่เรียงข้อมูลตามลำดับที่ลูกค้าอยากรู้ โหลดเร็ว กรอกฟอร์มง่าย และวัดผลได้ว่าคนหลุดตรงไหน Triple A Marketing ออกแบบหน้าปลายทาง…
ให้ทีม Strategy วาง Scope ให้ชัดก่อนเริ่ม
ส่งข้อมูลธุรกิจและเป้าหมายให้ทีม Strategy ของ Triple A Marketing ทีมจะวิเคราะห์ Funnel ระบุจุดที่ควรแก้ และวาง Scope การทำงานให้ชัดก่อนเริ่ม