FASHION, BEAUTY & LIFESTYLE PERFORMANCE MARKETING

Performance Marketing สำหรับแบรนด์แฟชั่น ความงาม และไลฟ์สไตล์ ที่เชื่อม Creative ไปถึง Revenue

ธุรกิจที่ปิดการขายจบบนออนไลน์ไม่ได้แข่งกันที่ใครยิงแอดถูกกว่า แต่แข่งกันที่ครีเอทีฟ มูลค่าต่อออเดอร์ และการซื้อซ้ำ Triple A Marketing จึงดูตั้งแต่ Media และ Content ไปจนถึงยอดขายจริงและลูกค้าเก่า

ทำไม Performance Marketing สำหรับแบรนด์แฟชั่นและความงาม จึงไม่ควรวัดผลแค่ ROAS?

เพราะ ROAS ที่สูงอาจแปลว่ากำลังยิงใส่คนที่จะซื้ออยู่แล้ว และ ROAS ที่ลดลงตอนขยายงบก็ไม่ได้แปลว่าแย่ลงเสมอไป ถ้ากำไรรวมเป็นบาทยังเพิ่มขึ้น

จุดคุ้มทุนขึ้นกับกำไรขั้นต้น ไม่ใช่ตัวเลขกลาง

แบรนด์ที่ผลิตเองกับแบรนด์ที่ซื้อมาขายไปมีจุดคุ้มทุนต่างกันหลายเท่า ROAS 3 เท่าอาจเป็นกำไรงามสำหรับเจ้าหนึ่ง และขาดทุนสำหรับอีกเจ้าในเดือนเดียวกัน

ครีเอทีฟหมดอายุเร็วกว่าที่คิด

คนเห็นชิ้นเดิมซ้ำแล้วเลื่อนผ่าน ต้นทุนต่อการขายจึงค่อย ๆ สูงขึ้นแม้ไม่ได้เปลี่ยนอะไร ธุรกิจกลุ่มนี้จึงต้องมีงบผลิตครีเอทีฟต่อเนื่อง ไม่ใช่จ่ายแค่ค่าสื่อ

มูลค่าต่อออเดอร์เปลี่ยนคำตอบทั้งหมด

การเพิ่มยอดต่อออเดอร์ด้วยการจัดเซ็ตหรือขั้นบันไดค่าส่ง มักง่ายกว่าการไล่ลดต้นทุนโฆษณา และให้ผลกับกำไรมากกว่า

ลูกค้าเก่าคือส่วนที่ถูกลืมบ่อยที่สุด

งบเกือบทั้งหมดมักถูกใช้ไปกับการหาลูกค้าใหม่ ทั้งที่การทำให้คนเดิมกลับมาซื้อครั้งที่สองมีต้นทุนต่ำกว่ามาก และเป็นตัวที่ทำให้ตัวเลขทั้งปีต่างกัน

Triple A Marketing วาง Performance Marketing สำหรับแบรนด์แฟชั่นและความงามอย่างไร?

MEDIA CONTENT PRODUCT PURCHASE DATA RETENTION OPTIMIZE

Media

แยกงบระหว่างการหาลูกค้าใหม่กับการดึงคนที่เคยดูแล้วกลับมา และดูแลทั้งช่องทางโฆษณาและร้านบนมาร์เก็ตเพลส เพราะคนจำนวนมากเห็นจากโฆษณาแต่ไปกดซื้อที่ Shopee หรือ Lazada

Content

ผลิตครีเอทีฟเป็นชุดและหมุนต่อเนื่อง ไม่ใช่ทำทีละชิ้นแล้วยิงจนหมดอายุ พร้อมใช้คลิปรีวิวจากผู้ใช้จริงและ KOL ที่วัดผลได้ ไม่ใช่จ้างแล้วจบ

Product

ดูว่าสินค้าตัวไหนดึงคนใหม่ได้ดีที่สุด และตัวไหนทำกำไรจริง สองอย่างนี้มักไม่ใช่ตัวเดียวกัน แล้ววางว่าตัวไหนควรใช้เปิดการขาย ตัวไหนควรใช้เพิ่มมูลค่าต่อออเดอร์

Purchase Data & Retention

ดูยอดขายจริง มูลค่าต่อออเดอร์ และอัตราการซื้อซ้ำ แล้วนำกลับมาปรับว่าควรเติมงบตรงไหน รวมถึงวางระบบดูแลลูกค้าเก่าผ่าน LINE OA และ CRM

เป้าหมายจึงไม่ใช่การทำให้ ROAS ตัวเลขสวยที่สุด แต่คือการทำให้กำไรรวมเป็นบาทเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ผลงานของ Triple A Marketing กลุ่มแฟชั่นและค้าปลีก
FASHION & RETAIL CASE STUDY

สร้างผลลัพธ์จาก Media + Content ด้วย ROAS 3–18 เท่า

โจทย์

โจทย์ไม่ได้มีแค่ยอดขายออนไลน์ แต่ต้องให้ Media และ Content ช่วยกันสร้างผลลัพธ์ทั้ง Funnel ทั้งหน้าร้านและช่องทางออนไลน์

สิ่งที่ Triple A Marketing ปรับ

หมุนครีเอทีฟเป็นชุดต่อเนื่อง แยกงบระหว่างลูกค้าใหม่กับคนที่เคยดูแล้ว และเชื่อมโฆษณากับร้านบนมาร์เก็ตเพลส

3–18 เท่า ROAS
+150,000 Reach ต่อเดือน
+42% Engagement Rate

สิ่งที่ทำ

  • โฆษณาเจาะกลุ่มลูกค้าทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ทั้งคนใกล้สาขาและคนที่ช้อปออนไลน์
  • ทำคอนเทนต์ที่กระตุ้นยอดขายแยกตามช่องทาง ไม่ใช้ชุดเดียวกันทุกที่
  • ขยายการขายผ่านทุกแพลตฟอร์ม Shopee, TikTok Shop, LINE OA, Facebook และ Instagram
  • วิเคราะห์ยอดขายแยกตามสาขาและออนไลน์ เพื่อปรับกลยุทธ์โฆษณาให้คุ้มค่าที่สุด

ผลลัพธ์ที่ธุรกิจได้รับ

  • ยอดขายเพิ่มขึ้นทั้งหน้าร้านและออนไลน์ ปิดการขายได้มากขึ้นจากหลายช่องทาง
  • ร้านเป็นที่รู้จักมากขึ้น คนเข้าร้านเยอะขึ้น และแบรนด์แข็งแกร่งขึ้นในตลาดออนไลน์
  • ขยายฐานลูกค้าไปยังพื้นที่ใหม่ ๆ ได้

คำถามที่พบบ่อย

ROAS เท่าไรถึงเรียกว่าคุ้มสำหรับแบรนด์แฟชั่น?

ไม่มีตัวเลขกลาง เพราะจุดคุ้มทุนคำนวณจากอัตรากำไรขั้นต้นของแบรนด์เอง สูตรคือเอา 1 หารด้วยอัตรากำไรขั้นต้น เช่นกำไรขั้นต้น 30 เปอร์เซ็นต์ จุดเสมอตัวคือ ROAS ประมาณ 3.3 เท่า ส่วนแบรนด์ที่ผลิตเองและกำไรขั้นต้น 60 เปอร์เซ็นต์ จุดเสมอตัวอยู่ที่ราว 1.7 เท่า ตัวเลขที่ได้ยังเป็นแค่จุดเสมอตัว ยังไม่รวมค่าทีมและค่าครีเอทีฟ

ควรยิงแอดไปที่เว็บตัวเองหรือมาร์เก็ตเพลสดี?

ขึ้นกับว่าลูกค้ากลุ่มนั้นคุ้นกับการซื้อที่ไหน สินค้าที่คนเทียบราคาก่อนซื้อมักปิดได้ดีกว่าบนมาร์เก็ตเพลส เพราะมีรีวิวและระบบชำระเงินที่คนคุ้นอยู่แล้ว ส่วนเว็บตัวเองได้เปรียบตรงที่เก็บข้อมูลลูกค้าไว้ทำการตลาดซ้ำได้ และไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม แบรนด์ส่วนใหญ่ทำทั้งสองทางโดยให้แต่ละทางทำหน้าที่ต่างกัน

ควรเปลี่ยนครีเอทีฟบ่อยแค่ไหน?

ให้ดูสัญญาณแทนการตั้งรอบตายตัว ถ้าต้นทุนต่อการขายค่อย ๆ สูงขึ้นโดยที่ไม่ได้เปลี่ยนอะไรในแคมเปญ นั่นคือสัญญาณว่าครีเอทีฟเริ่มหมดอายุ วิธีที่ใช้ได้จริงคือผลิตเป็นชุดหลายชิ้นแล้วหมุนสลับ ไม่ใช่ผลิตทีละชิ้นแล้วรอจนตัวเลขแย่ค่อยทำใหม่ เพราะกว่าจะผลิตเสร็จก็เสียยอดไปแล้วหลายวัน

แบรนด์เล็กเพิ่งเริ่ม ควรเริ่มจากช่องทางไหน?

เริ่มจากช่องทางเดียวให้ชนะก่อน อย่าซอยงบสามทางตั้งแต่เดือนแรก เพราะแต่ละช่องทางจะได้ข้อมูลน้อยเกินกว่าจะสรุปอะไรได้ ถ้าสินค้าเป็นของที่อธิบายด้วยภาพเคลื่อนไหวแล้วเข้าใจทันที ให้เริ่มที่ TikTok หรือ Reels ถ้าเป็นของที่คนค้นหาอยู่แล้ว ให้เริ่มที่ Google หรือมาร์เก็ตเพลส

ทำอย่างไรให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำ?

เริ่มจากการเก็บลูกค้าไว้ในช่องทางที่ติดต่อกลับได้ เช่น LINE OA แทนการปล่อยให้จบที่ออเดอร์เดียว จากนั้นแยกกลุ่มตามสิ่งที่เคยซื้อและระยะเวลาที่หายไป แล้วส่งข้อความที่ตรงกับกลุ่มนั้นจริง ไม่ใช่ส่งโปรโมชันเดียวกันหาทุกคน สิ่งที่ควรวัดคือสัดส่วนลูกค้าที่กลับมาซื้อครั้งที่สองภายในระยะเวลาที่กำหนด

บริการที่ใช้กับธุรกิจกลุ่มนี้

01

บริหารโฆษณา Facebook และ Instagram แบบ Full-Funnel

เราวางแคมเปญ Facebook และ Instagram แบบ Full-Funnel คือแยกแคมเปญสร้างการรับรู้ออกจากแคมเปญปิดการขาย แล้วใช้ระบบงบประมาณและการทดสอบที่เหมาะกับแต่ละชั้น…

02

บริหาร TikTok Ads พร้อม Creative ที่ออกแบบให้เหมาะกับพฤติกรรมบนแพลตฟอร์ม

แอด TikTok ต่างจาก Facebook ตรงที่คอนเทนต์ต้องดูเหมือนคลิปธรรมดา ไม่ใช่โฆษณา คลิปที่ดูเป็นโฆษณาชัดเจนจะถูกเลื่อนผ่านภายในวินาทีแรก เราจึงผลิตคอนเทนต์ใ…

03

บริหาร Marketplace Ads ให้รู้ว่างบส่วนไหนกำลังสร้างยอดขายจริง

Triple A Marketing ช่วยวางแผนและบริหาร Marketplace Ads บน Shopee, Lazada และ TikTok Shop โดยไม่ได้มองแค่ว่ายิงโฆษณาอย่างไร แต่ดูต่อว่าสินค้าไหนควรเพิ่…

04

บริหาร KOL และ Influencer Marketing ตั้งแต่คัดคนจนถึงวัดผล

ปัญหาที่ทำให้แคมเปญ Influencer ล้มเหลวบ่อยที่สุดคือเลือกคนผิด เพราะดูแค่ยอดผู้ติดตาม เราคัดเลือกจากความเหมาะสมกับแบรนด์และคุณภาพของผู้ติดตาม แล้วดูแลต…

ให้ทีม Strategy วาง Scope ให้ชัดก่อนเริ่ม

ส่งข้อมูลธุรกิจและเป้าหมายให้ทีม Strategy ของ Triple A Marketing ทีมจะวิเคราะห์ Funnel ระบุจุดที่ควรแก้ และวาง Scope การทำงานให้ชัดก่อนเริ่ม