Performance Marketing สำหรับธุรกิจการศึกษา ตั้งแต่ Inquiry ไปจนถึง Enrollment
ธุรกิจการศึกษามีช่วงรับสมัครที่จำกัด และคนตัดสินใจมักไม่ใช่คนเรียน Triple A Marketing จึงเชื่อม Media, Content, Inquiry และข้อมูลการลงทะเบียน เพื่อให้รู้ว่าแคมเปญไหนพาผู้สมัครที่ลงทะเบียนจริงเข้ามา
ทำไม Performance Marketing สำหรับธุรกิจการศึกษา จึงไม่ควรวัดผลแค่จำนวนผู้สอบถาม?
เพราะคนสอบถามกับคนลงทะเบียนเป็นคนละกลุ่ม และช่วงรับสมัครมีกรอบเวลาชัดเจน คนที่สนใจนอกช่วงนั้นจึงยังไม่กลายเป็นรายได้
คนตัดสินใจกับคนเรียนมักเป็นคนละคน
ผู้ปกครองเป็นคนจ่ายและตัดสินใจ ส่วนผู้เรียนเป็นคนใช้จริงและมีสิทธิ์คัดค้าน คอนเทนต์ชุดเดียวจึงตอบไม่ครบ ต้องมีทั้งเรื่องผลลัพธ์และความปลอดภัยสำหรับผู้ปกครอง และเรื่องบรรยากาศกับความน่าสนใจสำหรับผู้เรียน
รายได้กระจุกอยู่ในช่วงรับสมัคร
ต่างจากธุรกิจที่ขายได้ทั้งปี ธุรกิจการศึกษามีรอบเปิดเทอมหรือรอบเปิดคอร์สที่ตายตัว งบที่ใช้ผิดจังหวะจึงไม่ได้แค่ให้ผลน้อย แต่แทบไม่ให้ผลเลย
คนเทียบหลายที่และใช้เวลาตัดสินใจนาน
ผู้ปกครองมักดูสามถึงห้าที่ ไปเยี่ยมชม ปรึกษาคนรู้จัก และรอดูรีวิว การติดตามระหว่างทางจึงสำคัญกว่าการปิดในครั้งแรก
ตัวเลขที่ขาดคือรายไหนลงทะเบียนจริง
Ads Manager บอกได้แค่ว่ามีคนสอบถามกี่ราย แต่บอกไม่ได้ว่ารายไหนเข้ามาเยี่ยมชม รายไหนจ่ายค่ามัดจำ และรายไหนลงทะเบียนจนจบ
Triple A Marketing วาง Performance Marketing สำหรับธุรกิจการศึกษาอย่างไร?
Media
วางงบตามปฏิทินการรับสมัคร ไม่กระจายเท่ากันทั้งปี และแยกกลุ่มเป้าหมายระหว่างผู้ปกครองกับผู้เรียน เพราะสองกลุ่มนี้อยู่คนละแพลตฟอร์มและตอบสนองต่อคอนเทนต์คนละแบบ
Content
ทำคอนเทนต์สองชุดคู่ขนาน ชุดสำหรับผู้ปกครองเน้นผลลัพธ์ ความปลอดภัย และค่าใช้จ่ายที่ชัดเจน ชุดสำหรับผู้เรียนเน้นบรรยากาศจริง ครูผู้สอน และสิ่งที่จะได้ทำ
Inquiry & Counseling
เก็บข้อมูลที่จำเป็นตั้งแต่แรก คือระดับชั้นหรือคอร์สที่สนใจ ช่วงเวลาที่อยากเริ่ม และพื้นที่ เพื่อให้ทีมแนะแนวเตรียมข้อมูลก่อนคุย และจัดลำดับว่าควรติดต่อใครก่อน
Enrollment & Optimize
ติดตามว่ารายไหนเข้ามาเยี่ยมชม จ่ายมัดจำ และลงทะเบียนจริง แล้วนำกลับมาปรับว่าแคมเปญและคอนเทนต์ชุดไหนพาผู้สมัครที่ลงทะเบียนจริงเข้ามา
เป้าหมายจึงไม่ใช่การทำให้ยอดสอบถามสูงที่สุด แต่คือการเติมที่นั่งในรอบรับสมัครด้วยผู้เรียนที่ตรงกลุ่มและอยู่จนจบคอร์ส

ถ้าเริ่มงานกับธุรกิจการศึกษา เราจะเข้าไปดูอะไรก่อน
Triple A Marketing ดูแลธุรกิจกลุ่มนี้อยู่ แต่ยังไม่มีเคสที่ได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวเลข จึงขอแสดงสิ่งที่ทีมจะเข้าไปตรวจในรอบแรกแทน
ปฏิทินการรับสมัครย้อนหลังสองรอบ
เพื่อดูว่าคนเริ่มหาข้อมูลก่อนเปิดรับสมัครกี่สัปดาห์ ซึ่งเป็นตัวกำหนดว่าควรเริ่มยิงแอดเมื่อไร
สัดส่วนจากสอบถามเป็นเยี่ยมชม และจากเยี่ยมชมเป็นลงทะเบียน
สองตัวนี้บอกว่าปัญหาอยู่ที่คุณภาพผู้สนใจ หรืออยู่ที่กระบวนการแนะแนว
คอนเทนต์ที่มีอยู่พูดกับใคร
หลายที่ทำคอนเทนต์ให้ผู้ปกครองอย่างเดียว หรือให้ผู้เรียนอย่างเดียว ทำให้ขาดอีกฝั่งที่มีสิทธิ์ตัดสินใจเหมือนกัน
อัตราการอยู่จนจบคอร์ส
ผู้เรียนที่เลิกกลางคันบอกว่าการตลาดกำลังดึงคนที่ไม่ตรงกลุ่มเข้ามา ซึ่งแก้ได้ที่ต้นทาง
คำถามที่พบบ่อย
โรงเรียนหรือสถาบันควรเริ่มยิงแอดก่อนเปิดรับสมัครกี่เดือน?
ให้ดูจากข้อมูลย้อนหลังของสถาบันเองว่าคนเริ่มสอบถามก่อนเปิดรับสมัครกี่สัปดาห์ แล้วเริ่มก่อนจุดนั้นอย่างน้อยสองถึงสามสัปดาห์ เพื่อให้คอนเทนต์มีเวลาสร้างความคุ้นเคยก่อน หลักการคือคนต้องรู้จักและไว้ใจก่อนถึงจะสอบถาม ไม่ใช่เห็นโฆษณาครั้งแรกแล้วสมัครทันที โดยเฉพาะการศึกษาที่เป็นการตัดสินใจระยะยาว
ควรยิงแอดหาผู้ปกครองหรือผู้เรียน?
ทั้งสองกลุ่มแต่แยกแคมเปญและแยกคอนเทนต์ ผู้ปกครองเป็นคนจ่ายและมักอยู่บน Facebook และ LINE สนใจเรื่องผลลัพธ์ ความปลอดภัย และค่าใช้จ่ายที่ชัดเจน ส่วนผู้เรียนโดยเฉพาะวัยมัธยมขึ้นไปอยู่บน TikTok และ Instagram สนใจบรรยากาศจริงและครูผู้สอน การพูดกับฝ่ายเดียวมักทำให้ตกม้าตายในขั้นตัดสินใจ
คนสอบถามเยอะแต่ไม่ลงทะเบียน ควรเช็กอะไร?
ดูสองตัวเลขก่อน คือสัดส่วนที่มาเยี่ยมชมจริง และสัดส่วนที่ลงทะเบียนหลังเยี่ยมชม ถ้าคนไม่มาเยี่ยมชมเลย ปัญหาอยู่ที่การติดตามหรือความสะดวกในการนัด ถ้ามาเยี่ยมชมแล้วไม่สมัคร ปัญหาอยู่ที่การนำเสนอหน้างานหรือราคาไม่ตรงกับที่เข้าใจตั้งแต่แรก ซึ่งแก้ได้ด้วยการบอกค่าใช้จ่ายให้ชัดขึ้นในโฆษณา
คอร์สออนไลน์กับสถาบันที่มีสถานที่ ทำการตลาดต่างกันไหม?
ต่างกันมาก คอร์สออนไลน์ไม่มีข้อจำกัดเรื่องพื้นที่ จึงแข่งกับทั้งประเทศและต้องชูจุดต่างของเนื้อหาหรือผู้สอนเป็นหลัก ส่วนสถาบันที่มีสถานที่ได้เปรียบเรื่องความน่าเชื่อถือและการเยี่ยมชมจริง แต่ต้องจำกัดพื้นที่โฆษณาให้ตรงกับระยะที่ผู้เรียนเดินทางมาได้ การใช้กลยุทธ์เดียวกันทั้งสองแบบมักทำให้เสียงบไปกับคนที่ไม่มีทางสมัคร
ควรวัดผลด้วยตัวเลขอะไร?
อย่างน้อยสามตัว คือต้นทุนต่อการสอบถามหนึ่งครั้ง สัดส่วนที่กลายเป็นการเยี่ยมชมหรือทดลองเรียน และต้นทุนต่อผู้ลงทะเบียนหนึ่งคน ถ้าเก็บได้ควรดูอัตราการอยู่จนจบคอร์สด้วย เพราะเป็นตัวที่บอกว่าการตลาดกำลังดึงคนที่ตรงกลุ่มเข้ามาหรือไม่
บริการที่ใช้กับธุรกิจกลุ่มนี้
บริหารโฆษณา Facebook และ Instagram แบบ Full-Funnel
เราวางแคมเปญ Facebook และ Instagram แบบ Full-Funnel คือแยกแคมเปญสร้างการรับรู้ออกจากแคมเปญปิดการขาย แล้วใช้ระบบงบประมาณและการทดสอบที่เหมาะกับแต่ละชั้น…
บริหาร Google Ads เพื่อเข้าถึง Demand ในจังหวะที่ลูกค้ากำลังค้นหา
Google ต่างจากโซเชียลตรงที่ลูกค้ากำลังค้นหาอยู่แล้ว ความต้องการจึงชัดเจนกว่า Triple A Marketing เลือกใช้รูปแบบแคมเปญตาม Objective ของธุรกิจ ทั้ง Searc…
บริหาร LINE Ads และ LINE OA ให้ทำงานเป็น Journey เดียวกัน
LINE เหมาะกับธุรกิจที่ลูกค้าต้องมีการพูดคุย ติดตาม หรือสื่อสารซ้ำก่อนตัดสินใจซื้อ Triple A Marketing ช่วยเชื่อม LINE Ads, LINE OA และการแบ่งกลุ่มลูกค้…
ผลิต Creative ที่ออกแบบจาก Business Goal ไม่ใช่แค่ความสวย
Triple A Marketing เริ่มงาน Creative จากคำถามว่าลูกค้าต้องเห็นอะไรถึงจะกล้าตัดสินใจ ไม่ใช่เริ่มจากว่าจะทำอะไรให้สวย เราวาง Message, Hook, Proof และ CT…
ให้ทีม Strategy วาง Scope ให้ชัดก่อนเริ่ม
ส่งข้อมูลธุรกิจและเป้าหมายให้ทีม Strategy ของ Triple A Marketing ทีมจะวิเคราะห์ Funnel ระบุจุดที่ควรแก้ และวาง Scope การทำงานให้ชัดก่อนเริ่ม