Performance Marketing สำหรับร้านอาหารและบาร์ ที่วัดผลมากกว่า Reach และ Engagement
ร้านอาหารขายที่นั่งที่มีจำกัดในแต่ละรอบ Triple A Marketing จึงเชื่อม Media, Content และข้อมูลการจองกับยอดขายหน้าร้าน เพื่อให้รู้ว่าโฆษณาชิ้นไหนพาคนเดินเข้าร้านจริง ไม่ใช่แค่คนที่กดไลก์
ทำไม Performance Marketing สำหรับร้านอาหาร จึงไม่ควรวัดผลแค่ Reach และ Engagement?
เพราะคนที่เห็นโพสต์กับคนที่เดินเข้าร้านเป็นคนละกลุ่มกัน และร้านมีที่นั่งจำกัด การเข้าถึงคนที่อยู่ไกลเกินกว่าจะมาจึงเป็นงบที่จ่ายไปเปล่า
รายได้ผูกกับที่นั่งและรอบต่อวัน
ต่างจากร้านออนไลน์ที่ขายได้ไม่จำกัด ร้านอาหารมีโต๊ะเท่าเดิมทุกวัน ช่วงที่ควรเติมคือรอบที่ยังว่าง ไม่ใช่รอบที่คนแน่นอยู่แล้ว
ระยะทางเป็นตัวตัดสินมากกว่าที่คิด
คนส่วนใหญ่เลือกร้านจากที่อยู่ใกล้ที่ทำงานหรือใกล้บ้าน โฆษณาที่เข้าถึงคนทั้งจังหวัดจึงมีคนจำนวนมากที่ไม่มีวันมา แม้จะสนใจก็ตาม
โอกาสในการมากำหนดทุกอย่าง
คนหาร้านสำหรับมื้อกลางวันคนเดียว กับหาร้านสำหรับเลี้ยงฉลองสิบคน ตัดสินใจคนละแบบและใช้จ่ายต่างกันหลายเท่า คอนเทนต์ชุดเดียวจึงตอบทั้งสองกลุ่มไม่ได้
ตัวเลขที่ขาดคือคนที่มาจริงและใช้จ่ายเท่าไร
Ads Manager บอกได้แค่ยอดเข้าถึงและยอดทัก แต่บอกไม่ได้ว่ามีกี่โต๊ะที่จองแล้วมาจริง และแต่ละโต๊ะใช้จ่ายเท่าไร ซึ่งเป็นตัวเลขที่ตัดสินว่าคุ้มหรือไม่
Triple A Marketing วาง Performance Marketing สำหรับร้านอาหารอย่างไร?
Media
จำกัดรัศมีให้ตรงกับระยะที่คนยอมเดินทางมาจริง แล้วแยกงบตามช่วงเวลา เพราะการเติมรอบกลางวันวันธรรมดากับการเติมคืนวันศุกร์ใช้กลุ่มเป้าหมายคนละชุด
Content
ทำคอนเทนต์แยกตามโอกาส ไม่ใช่แยกตามเมนู เพราะคนไม่ได้ค้นหาชื่ออาหาร แต่ค้นหาว่ากินอะไรดีกับใครในโอกาสไหน และภาพบรรยากาศร้านมีน้ำหนักไม่แพ้ภาพอาหาร
Booking / Visit
ทำให้การจองจบในไม่กี่ขั้นตอน ทั้งผ่านแชท ผ่านลิงก์จอง และผ่านการกดโทร แล้วเก็บว่าการจองแต่ละครั้งมาจากช่องทางไหน
Purchase & Repeat
ดูยอดใช้จ่ายต่อโต๊ะและอัตราการกลับมาซ้ำ เพราะลูกค้าประจำมีต้นทุนการตลาดต่ำกว่าลูกค้าใหม่มาก แล้วนำข้อมูลกลับมาปรับว่าควรเติมงบช่วงเวลาไหน
เป้าหมายจึงไม่ใช่การทำให้ยอดเข้าถึงสูงที่สุด แต่คือการเติมรอบที่ยังว่างด้วยลูกค้าที่มาจริงและกลับมาอีก

จากคนเห็นร้านเยอะ สู่ยอดจองโต๊ะที่เพิ่มขึ้น 150%
โจทย์
ร้านมีคนติดตามและยอดเข้าถึงดีอยู่แล้ว แต่ไม่ได้แปลงเป็นการจองโต๊ะและคนเดินเข้าร้านตามที่ควร
สิ่งที่ Triple A Marketing ปรับ
จำกัดรัศมีให้ตรงกับระยะที่คนยอมเดินทางมา ทำคอนเทนต์แยกตามโอกาสแทนแยกตามเมนู และทำให้การจองจบในไม่กี่ขั้นตอน
สิ่งที่ทำ
- สร้างแคมเปญโฆษณาที่ดึงดูดลูกค้าตามช่วงเวลาที่คนตัดสินใจหาที่กิน
- โฆษณาเจาะกลุ่มเป้าหมายแม่นยำ ทั้งคนที่ชอบกินดื่ม นักท่องเที่ยว และวัยทำงาน
- ทำคอนเทนต์ให้ร้านโดดเด่น ทั้งภาพอาหารและเครื่องดื่ม วิดีโอบรรยากาศร้าน และรีวิวลูกค้า
- รีมาร์เก็ตติ้งดึงลูกค้าที่เคยสนใจกลับมาซื้อซ้ำ
ผลลัพธ์ที่ธุรกิจได้รับ
- ลูกค้าใหม่สนใจทักมาเพิ่มขึ้น ทั้งขอพิกัด ขอดูเมนู จองโต๊ะ และเดินเข้าร้านเอง
- แบรนด์ของร้านเป็นที่รู้จัก ลูกค้าจำได้และอยากกลับมาซ้ำ
คำถามที่พบบ่อย
ร้านอาหารควรยิงแอด Facebook หรือ TikTok?
ขึ้นกับว่าอยากให้คนรู้จักร้านหรืออยากให้คนมาวันนี้ TikTok และ Reels ทำให้ร้านถูกค้นพบได้เร็วและกว้าง เหมาะกับร้านเปิดใหม่หรือร้านที่มีจุดเด่นทางภาพ ส่วน Facebook และ Instagram ใช้ได้ดีกับการเจาะคนในรัศมีใกล้ร้านและการเติมรอบที่ยังว่าง ร้านที่มีหน้าร้านชัดเจนควรทำ Google Business Profile ให้ครบก่อนด้วย เพราะคนจำนวนมากค้นหาร้านใกล้ฉันบน Google
ควรตั้งรัศมีโฆษณาเท่าไร?
ไม่มีตัวเลขตายตัว ให้ดูจากที่อยู่ของลูกค้าจริงที่มาร้านเป็นหลัก ร้านในเมืองที่มีที่จอดจำกัดมักได้ลูกค้าในรัศมีแคบกว่าร้านชานเมืองที่คนขับรถมา วิธีที่ใช้ได้คือเริ่มจากรัศมีแคบก่อนแล้วค่อยขยายทีละขั้น พร้อมดูว่ายอดจองยังเพิ่มตามหรือไม่ ถ้าขยายแล้วยอดจองไม่ขึ้นแปลว่าเกินระยะที่คนยอมมาแล้ว
คนไลก์เยอะแต่ร้านไม่แน่น ควรแก้ตรงไหน?
ให้เช็กสามอย่างตามลำดับ หนึ่งคือรัศมีของโฆษณากว้างเกินไปหรือไม่ สองคือคอนเทนต์บอกไหมว่าร้านอยู่ตรงไหนและจองยังไง เพราะโพสต์ที่สวยแต่ไม่มีข้อมูลนี้จะได้แค่ยอดไลก์ และสามคือช่วงเวลาที่ยิงตรงกับรอบที่ร้านยังว่างหรือไม่ ส่วนใหญ่ปัญหาอยู่ที่ข้อหนึ่งกับข้อสอง
ร้านอาหารควรวัดผลด้วยตัวเลขอะไร?
อย่างน้อยสามตัว คือจำนวนการจองหรือการทักที่นำไปสู่การมาจริง ยอดใช้จ่ายเฉลี่ยต่อโต๊ะ และอัตราการกลับมาซ้ำ ยอดเข้าถึงกับยอดไลก์ใช้ดูแนวโน้มได้ แต่ไม่ควรใช้ตัดสินว่าควรเติมงบตรงไหน เพราะไม่ได้เชื่อมกับที่นั่งที่ขายได้จริง
ควรจ้าง Influencer รีวิวร้านไหม?
ได้ผลดีถ้าเลือกให้ตรงพื้นที่ ร้านอาหารเป็นธุรกิจที่ผูกกับทำเล การเลือก Influencer ที่มีคนติดตามทั่วประเทศจึงมักไม่คุ้มเท่าคนที่มีฐานผู้ติดตามในย่านเดียวกับร้าน สิ่งที่ควรขอก่อนตกลงคือสถิติผู้ชมแยกตามพื้นที่ และควรแจกโค้ดหรือลิงก์เฉพาะรายเพื่อวัดผลได้จริง
บริการที่ใช้กับธุรกิจกลุ่มนี้
บริหารโฆษณา Facebook และ Instagram แบบ Full-Funnel
เราวางแคมเปญ Facebook และ Instagram แบบ Full-Funnel คือแยกแคมเปญสร้างการรับรู้ออกจากแคมเปญปิดการขาย แล้วใช้ระบบงบประมาณและการทดสอบที่เหมาะกับแต่ละชั้น…
บริหาร TikTok Ads พร้อม Creative ที่ออกแบบให้เหมาะกับพฤติกรรมบนแพลตฟอร์ม
แอด TikTok ต่างจาก Facebook ตรงที่คอนเทนต์ต้องดูเหมือนคลิปธรรมดา ไม่ใช่โฆษณา คลิปที่ดูเป็นโฆษณาชัดเจนจะถูกเลื่อนผ่านภายในวินาทีแรก เราจึงผลิตคอนเทนต์ใ…
บริหาร LINE Ads และ LINE OA ให้ทำงานเป็น Journey เดียวกัน
LINE เหมาะกับธุรกิจที่ลูกค้าต้องมีการพูดคุย ติดตาม หรือสื่อสารซ้ำก่อนตัดสินใจซื้อ Triple A Marketing ช่วยเชื่อม LINE Ads, LINE OA และการแบ่งกลุ่มลูกค้…
ผลิต Creative ที่ออกแบบจาก Business Goal ไม่ใช่แค่ความสวย
Triple A Marketing เริ่มงาน Creative จากคำถามว่าลูกค้าต้องเห็นอะไรถึงจะกล้าตัดสินใจ ไม่ใช่เริ่มจากว่าจะทำอะไรให้สวย เราวาง Message, Hook, Proof และ CT…
ให้ทีม Strategy วาง Scope ให้ชัดก่อนเริ่ม
ส่งข้อมูลธุรกิจและเป้าหมายให้ทีม Strategy ของ Triple A Marketing ทีมจะวิเคราะห์ Funnel ระบุจุดที่ควรแก้ และวาง Scope การทำงานให้ชัดก่อนเริ่ม