MARKETPLACE

YouTube Shopping ในไทยคืออะไร แบรนด์ควรเริ่มตรงไหน

YouTube Shopping คือระบบที่ให้ครีเอเตอร์ติดป้ายสินค้าไว้ในคลิปสั้น คลิปยาว และไลฟ์ แล้วได้ค่าคอมมิชชั่นเมื่อมีคนกดซื้อ ในไทยเชื่อมกับสินค้าที่ขายบน Shopee ครีเอเตอร์ที่จะเข้าร่วมต้องอยู่ใน YouTube Partner Program และมีผู้ติดตามตั้งแต่ 500 คนขึ้นไป โดยช่องเพลง ช่องศิลปินอย่างเป็นทางการ และช่องที่ทำเพื่อเด็กจะไม่เข้าเกณฑ์ สำหรับแบรนด์ นี่คือช่องทางที่ทำงานแบบ affiliate คือจ่ายเมื่อขายได้จริง

เขียนโดย Itim Jirasuta Content Creator

เผยแพร่ 23 สิงหาคม 2569

YouTube Shopping ในไทยคืออะไร แบรนด์ควรเริ่มตรงไหน

YouTube เปิดให้ครีเอเตอร์ในไทยติดป้ายสินค้าไว้ในคลิปแล้วรับค่าคอมมิชชั่นเมื่อมีคนกดซื้อ โดยเชื่อมกับสินค้าที่ขายอยู่บน Shopee

คำถามที่ตามมาคือ แล้วแบรนด์ควรทำอะไรกับเรื่องนี้ และมันต่างจากการจ้าง KOL แบบที่ทำกันอยู่แล้วตรงไหน

บทความนี้สรุปเงื่อนไขที่มีผลจริง แล้วต่อด้วยสิ่งที่ควรเตรียมก่อนเริ่ม

ระบบนี้ทำงานอย่างไร

หลักการไม่ซับซ้อน ครีเอเตอร์เลือกสินค้าจากรายการที่เข้าร่วม แล้วติดป้ายสินค้านั้นไว้กับคลิปของตัวเอง คนดูกดที่ป้ายแล้วไปซื้อ ถ้าเกิดการซื้อจริง ครีเอเตอร์ได้ค่าคอมมิชชั่น

จุดที่ทำให้ช่องทางนี้ต่างจากลิงก์ affiliate ทั่วไปคือ ป้ายสินค้าอยู่ในคลิปเลย ไม่ได้อยู่แค่ในคำบรรยายใต้คลิป คนดูจึงกดได้ตอนที่กำลังสนใจพอดี ไม่ต้องเลื่อนไปหา

และติดได้ทั้ง คลิปสั้น คลิปยาว และไลฟ์สด ซึ่งครอบคลุมเกือบทุกรูปแบบที่ครีเอเตอร์ใช้อยู่

ผู้หญิงกำลังถ่ายคลิปตัวเองด้วยสมาร์ตโฟนพร้อมไฟวงแหวน
ป้ายสินค้าอยู่ในคลิปเลย คนดูจึงกดได้ตอนที่สนใจพอดี ไม่ต้องเลื่อนไปหาลิงก์ใต้คลิป

เงื่อนไขของครีเอเตอร์ที่จะเข้าร่วมได้

ข้อนี้สำคัญกับแบรนด์ เพราะเป็นตัวกำหนดว่ามีคนที่หยิบสินค้าคุณไปทำคลิปได้มากแค่ไหน

ตามเอกสารของ YouTube ณ สิงหาคม 2569 ครีเอเตอร์ต้อง

  • อยู่ใน YouTube Partner Program และมีผู้ติดตามตั้งแต่ 500 คน ขึ้นไป
  • อยู่ในประเทศที่เปิดให้บริการ ซึ่งรวมถึงไทย

และมีกลุ่มที่ ไม่เข้าเกณฑ์ คือช่องเพลง ช่องศิลปินอย่างเป็นทางการ ช่องที่เกี่ยวข้องกับพาร์ตเนอร์ด้านเพลง และช่องที่จัดว่าทำขึ้นสำหรับเด็ก

เกณฑ์ 500 ผู้ติดตามถือว่าต่ำมาก เมื่อเทียบกับภาพที่หลายคนมีเกี่ยวกับการทำ affiliate บนแพลตฟอร์มใหญ่ ผลคือกลุ่มครีเอเตอร์ที่หยิบสินค้าไปทำคลิปได้มีขนาดใหญ่กว่าที่คิด และส่วนมากเป็นช่องเล็กที่คนดูรู้สึกใกล้ชิด

เงื่อนไขเหล่านี้เป็นสิ่งที่แพลตฟอร์มปรับได้ตลอด ก่อนวางแผนจริงควรเปิดดู หน้าเงื่อนไขอย่างเป็นทางการของ YouTube อีกครั้ง

ต่างจากการจ้าง KOL แบบเดิมอย่างไร

ความต่างหลักอยู่ที่ ใครรับความเสี่ยง

การจ้าง KOL แบบเดิมคือจ่ายค่าตัวก่อนแล้วลุ้นผล ถ้าคลิปไม่ปัง เงินก้อนนั้นก็จบไป ส่วนระบบ affiliate คือจ่ายเมื่อขายได้จริง ความเสี่ยงย้ายไปอยู่ที่ครีเอเตอร์แทน

ฟังดูเหมือนแบรนด์ได้เปรียบ แต่มีข้อแลกเปลี่ยนที่ต้องยอมรับ ครีเอเตอร์ที่มีทางเลือกเยอะมักเลือกงานที่มีค่าตัวแน่นอนก่อน ของที่เปิดไว้ให้หยิบเฉย ๆ จึงมักถูกหยิบโดยช่องเล็กหรือช่องที่กำลังสร้างฐาน

แบรนด์จำนวนมากจึงใช้สองแบบผสมกัน คือ จ่ายค่าตัวกับคนที่อยากได้จริง และเปิด affiliate ไว้เป็นฐานกว้างให้คนอื่นหยิบไปทำเอง ซึ่งเป็นวิธีที่สมเหตุสมผลกว่าการเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง

สิ่งที่แบรนด์ต้องเตรียมก่อน

ช่องทางนี้จบที่หน้าสินค้าบนมาร์เก็ตเพลส คนดูที่กดเข้าไปแล้วเจอหน้าที่ไม่น่าซื้อจะหายไปทันที และครีเอเตอร์จะเลิกหยิบสินค้าของคุณเพราะทำแล้วไม่ได้เงิน

สิ่งที่ควรตรวจก่อนเปิดใช้ช่องทางนี้

  • หน้าสินค้าพร้อมขาย ภาพชัด รายละเอียดครบ รีวิวมีอยู่จริง ราคาไม่แพงกว่าที่อื่นแบบไม่มีเหตุผล
  • ของมีพอ เพราะถ้าคลิปหนึ่งไปได้ดีแล้วของหมด โอกาสนั้นจะไม่กลับมาอีก
  • อัตราค่าคอมมิชชั่นสมเหตุสมผล ต่ำเกินไปก็ไม่มีใครหยิบ สูงเกินไปก็กินกำไรจนไม่เหลือ ต้องคิดจากกำไรขั้นต้นจริงของสินค้านั้น
  • รู้ว่าจะวัดผลอย่างไร อย่างน้อยต้องแยกได้ว่ายอดขายจากช่องทางนี้ต่างจากช่องทางอื่นแค่ไหน
ผู้หญิงรับพัสดุจากพนักงานส่งของที่หน้าบ้าน
ช่องทางนี้จบที่หน้าสินค้าและการส่งของจริง คลิปที่ดีจะไม่ช่วยอะไรเลยถ้าปลายทางยังไม่พร้อม

สินค้าแบบไหนเหมาะและไม่เหมาะ

เหมาะ คือสินค้าที่ให้ดูแล้วเข้าใจทันที เช่นของใช้ในบ้าน เครื่องสำอาง แฟชั่น อุปกรณ์ทำอาหาร เพราะคลิปแสดงการใช้งานจริงได้ และคนดูตัดสินใจจบได้ในคลิปเดียว

ไม่ค่อยเหมาะ คือสินค้าที่ต้องอธิบายเงื่อนไขเยอะ มีหลายรุ่นให้เทียบ หรือมีมูลค่าต่อชิ้นสูงมาก เพราะคนดูจะออกไปหาข้อมูลเพิ่มก่อน แล้วเส้นทางกลับมาซื้อผ่านคลิปนั้นก็ขาดไป

สำหรับสินค้ากลุ่มหลัง ช่องทางนี้ยังใช้ได้ แต่ควรมองว่าเป็นการสร้างการรับรู้ ไม่ใช่ช่องทางปิดการขาย และไม่ควรวัดผลด้วยยอดขายตรงอย่างเดียว

สรุป

YouTube Shopping ไม่ใช่ช่องทางที่จะมาแทนที่อะไร แต่เป็นการเพิ่มทางให้คนที่กำลังดูคลิปอยู่แล้วกดซื้อได้ทันที

ข้อดีที่ชัดคือจ่ายเมื่อขายได้ และเกณฑ์ผู้ติดตามที่ต่ำทำให้มีครีเอเตอร์เข้าถึงได้กว้าง ข้อจำกัดที่ชัดคือมันจะทำงานได้ก็ต่อเมื่อหน้าสินค้าและระบบหลังบ้านพร้อมจริง

ถ้าหน้าสินค้ายังไม่พร้อม การเปิดช่องทางนี้จะไม่ได้ช่วยอะไร และควรแก้ตรงนั้นก่อน

เขียนโดย

Itim Jirasuta

Content Creator ประสบการณ์กว่า 2 ปี

มีประสบการณ์ด้าน Content Marketing และ Creative Performance กว่า 2 ปีที่ Triple A Marketing ดูแลคอนเทนต์และสคริปต์วิดีโอให้กับแคมเปญในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจหลากหลายประเภท พร้อมวิเคราะห์ผลแคมเปญร่วมกับ Media Buyer เพื่อพัฒนาครีเอทีฟที่สร้าง Lead และนำไปต่อยอดทางการขายได้จริง

สนใจเทคโนโลยี IT, AI และเครื่องมือดิจิทัล โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้กับการทำงาน การตลาด และชีวิตประจำวัน ปัจจุบันเขียนและศึกษาเนื้อหาเกี่ยวกับ Digital Marketing, Content, AI Tools และเทคโนโลยีสำหรับการทำงาน นอกจากนี้ยังสนใจเกมออนไลน์และการสตรีมเกม ซึ่งเป็นอีกพื้นที่ที่ใช้ติดตามพฤติกรรมและวัฒนธรรมของผู้ใช้งานในโลกดิจิทัล

บทความทั้งหมดของ Itim Jirasuta

คำถามที่พบบ่อย

แบรนด์ต้องจ่ายค่าโฆษณาเพิ่มไหมถ้าใช้ YouTube Shopping

ตัวระบบ affiliate ทำงานแบบจ่ายค่าคอมมิชชั่นเมื่อขายได้ ไม่ใช่จ่ายล่วงหน้าแบบซื้อสื่อ แต่ในทางปฏิบัติแบรนด์ส่วนใหญ่ยังต้องมีงบอีกก้อนสำหรับดันคลิปที่ทำผลงานดีให้คนเห็นมากขึ้น เพราะการรอให้คลิปดังเองมีความไม่แน่นอนสูง ควรคิดว่าค่าคอมมิชชั่นคือต้นทุนขาย ส่วนงบโฆษณาคือต้นทุนการหาคนดู

ต่างจากการจ้าง KOL แบบเดิมอย่างไร

การจ้าง KOL แบบเดิมคือจ่ายค่าตัวก่อนแล้วลุ้นผล ส่วนระบบ affiliate คือจ่ายเมื่อขายได้จริง ข้อดีคือความเสี่ยงต่ำกว่าและวัดผลได้ตรงกว่า ข้อเสียคือครีเอเตอร์ที่มีทางเลือกเยอะมักเลือกงานที่มีค่าตัวแน่นอนก่อน แบรนด์จำนวนมากจึงใช้ทั้งสองแบบผสมกัน โดยจ่ายค่าตัวกับคนที่อยากได้จริง และเปิด affiliate ไว้ให้คนอื่นหยิบไปทำเอง

สินค้าแบบไหนเหมาะกับช่องทางนี้

สินค้าที่อธิบายด้วยการให้ดูแล้วเข้าใจทันทีมักได้เปรียบ เช่นของใช้ในบ้าน เครื่องสำอาง แฟชั่น อุปกรณ์ทำอาหาร เพราะคลิปแสดงการใช้งานจริงได้ ส่วนสินค้าที่ต้องอธิบายเงื่อนไขเยอะหรือมีมูลค่าต่อชิ้นสูงมากมักไปได้ไม่ดีนัก เพราะคนดูไม่ตัดสินใจจบในคลิปเดียว

Related Insights

MEDIA BUDGET

แบ่งงบ Facebook, Google และ TikTok ยังไง เมื่อไม่มีสูตรเดียวที่ใช้ได้กับทุกธุรกิจ

การแบ่งงบควรเริ่มจากพฤติกรรมของลูกค้าและหน้าที่ของแต่ละ Channel ไม่ใช่แบ่งเท่า ๆ กันทุก Platform บทความนี้ช่วยให้เห็นว่า Channel ไหนควรทำหน้าที่อะไรใน Funnel

15 สิงหาคม 2569

กลุ่มเป้าหมาย

Gen Beta คือใคร และตอนนี้ธุรกิจควรทำอะไรกับเรื่องนี้

Gen Beta คือคนที่เกิดตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นไป ซึ่งตอนนี้ยังเป็นเด็กเล็ก บทความนี้อธิบายว่าเรื่องนี้กระทบธุรกิจตรงไหนจริง ๆ และควรลงแรงกับใครก่อน

23 สิงหาคม 2569

ให้ทีม Strategy วาง Scope ให้ชัดก่อนเริ่ม

ส่งข้อมูลธุรกิจและเป้าหมายให้ทีม Strategy ของ Triple A Marketing ทีมจะวิเคราะห์ Funnel ระบุจุดที่ควรแก้ และวาง Scope การทำงานให้ชัดก่อนเริ่ม