คำแนะนำที่เจอบ่อยที่สุดเวลาพูดถึงการหาไอเดียธุรกิจคือ “หาสิ่งที่คุณทำได้ดีและมีใจให้” ซึ่งไม่ผิด แต่เป็นแค่ครึ่งเดียวของคำตอบ
อีกครึ่งที่มักถูกข้ามคือ มีคนกำลังมองหาสิ่งนี้อยู่หรือเปล่า และเขายอมจ่ายเท่าไหร่ เพราะธุรกิจที่ล้มส่วนใหญ่ไม่ได้ล้มเพราะเจ้าของทำไม่เก่ง แต่ล้มเพราะทำของที่ไม่มีใครกำลังหา
บทความนี้เลยแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนแรกคือหาไอเดียจากตัวเอง ส่วนที่สองคือเช็กว่าโลกข้างนอกต้องการมันไหม ก่อนลงเงินก้อนแรก
เริ่มจากสิ่งที่ทำได้ดี แต่อย่าจบตรงนั้น
ข้อดีของการเริ่มจากสิ่งที่ตัวเองถนัดคือ คุณจะอยู่กับมันได้นานพอที่จะเก่งขึ้น ธุรกิจแทบทุกอย่างช่วงปีแรกยังไม่กำไร คนที่ทำในสิ่งที่ไม่ชอบมักหยุดก่อนจะถึงจุดนั้น
แต่ความถนัดอย่างเดียวยังไม่ใช่ธุรกิจ มันเป็นแค่ต้นทุนที่คุณมีเหนือคนอื่น สิ่งที่ต้องหาต่อคือ จะเอาความถนัดนั้นไปแก้ปัญหาของใคร
ลองตอบสามข้อนี้ก่อน
- อะไรที่คนรอบตัวมักถามคุณหรือขอให้ช่วยอยู่บ่อย ๆ
- อะไรที่คุณทำเสร็จเร็วกว่าคนทั่วไปมาก โดยไม่รู้สึกว่ายาก
- เคยมีใครยอมจ่ายเงินให้คุณทำสิ่งนั้นแล้วหรือยัง แม้แค่ครั้งเดียว
ข้อสุดท้ายสำคัญที่สุด เพราะการที่มีคนเคยจ่ายเงินจริงแม้เพียงคนเดียว เป็นหลักฐานที่หนักแน่นกว่าคำชมร้อยครั้ง
สามที่ที่ไอเดียมักซ่อนอยู่
ไอเดียที่ใช้ได้ส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากการนั่งคิด แต่มาจากการสังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่แล้ว
หนึ่ง ปัญหาที่คุณเจอเองแล้วหาทางแก้ที่ดีไม่ได้ ถ้าคุณเจอ คนอื่นก็มักเจอ ข้อดีของไอเดียกลุ่มนี้คือคุณเข้าใจปัญหาลึกกว่าคู่แข่งตั้งแต่วันแรก
สอง งานที่คนจ่ายเงินให้คนอื่นทำอยู่แล้ว ลองดูว่าคนรอบตัวจ้างใครทำอะไรบ้าง งานที่มีคนจ้างอยู่แล้วแปลว่าตลาดพิสูจน์ตัวเองไปแล้ว เหลือแค่ว่าคุณทำได้ดีกว่าหรือถูกกว่าตรงไหน
สาม ของที่มีอยู่แล้วแต่ประสบการณ์ยังแย่ ร้านที่ของดีแต่รอนาน บริการที่ดีแต่ติดต่อยาก สินค้าที่ใช้ได้แต่คู่มืออ่านไม่รู้เรื่อง ช่องว่างพวกนี้คือโอกาส และมักหาเจอได้จากการอ่านรีวิวดาวสองดาวสามดาวของคู่แข่ง
ตลาดที่มีคนขายของแบบเดียวกันหลายเจ้าไม่ใช่สัญญาณไม่ดี แต่เป็นหลักฐานว่ามีคนซื้ออยู่จริง
หลายคนเจอตลาดที่มีคู่แข่งเยอะแล้วถอย ทั้งที่ตลาดที่ไม่มีใครทำเลยน่ากลัวกว่ามาก เพราะแปลว่ายังไม่มีใครพิสูจน์ว่ามีคนยอมจ่าย
เช็กว่ามีคนต้องการจริงไหม ก่อนลงเงิน
นี่คือส่วนที่คนข้ามบ่อยที่สุด และเป็นส่วนที่ราคาถูกที่สุดเมื่อเทียบกับความเสียหายถ้าเดาผิด
มีสามอย่างที่ดูได้ก่อนใช้เงินจริงแม้แต่บาทเดียว
หนึ่ง มีคนค้นหาเรื่องนี้เดือนละกี่ครั้ง เครื่องมืออย่าง Google Keyword Planner บอกได้ว่าคำที่เกี่ยวกับสินค้าของคุณมีคนค้นเดือนละเท่าไหร่ ตัวเลขนี้ไม่ใช่ยอดขาย แต่บอกได้ว่ามีคนกำลังมองหาอยู่จริงหรือคุณคิดไปเอง
สอง มีคนขายอยู่แล้วกี่เจ้า และเขาขายที่ราคาเท่าไหร่ เข้าไปดูในมาร์เก็ตเพลสหรือค้นหาแบบที่ลูกค้าจะค้น ถ้าเจอคนขายเยอะและราคาห่างกันมาก แปลว่ามีที่ว่างให้ยืนหลายจุด ถ้าเจอเจ้าเดียวและราคาเท่ากันหมด ต้องถามต่อว่าทำไม
สาม คนที่ซื้อไปแล้วบ่นเรื่องอะไร อ่านรีวิวของคู่แข่งโดยเน้นที่ดาวกลาง ๆ เพราะรีวิวห้าดาวมักไม่มีข้อมูล ส่วนหนึ่งดาวมักเป็นเรื่องเฉพาะราย ดาวสองถึงสี่คือที่ที่คนบอกว่า “ดีนะ แต่…” และประโยคหลังคำว่าแต่นั่นแหละคือช่องของคุณ
ข้อมูลความต้องการดูได้ฟรีเกือบทั้งหมด ราคาของการไม่ดูคือเงินก้อนแรกที่ลงไปแล้วเอากลับไม่ได้
ทดสอบด้วยเงินก้อนเล็กก่อนเปิดจริง
ถ้าผ่านสามข้อข้างบนแล้วยังดูดี ขั้นถัดไปคือทดสอบด้วยของจริงแต่เงินน้อย
วิธีที่ใช้ได้กับเกือบทุกธุรกิจคือ ทำหน้าเว็บหน้าเดียวที่อธิบายสิ่งที่คุณจะขายให้ชัด แล้วยิงโฆษณาสั้น ๆ ไปหากลุ่มที่น่าจะสนใจ แล้วดูว่ามีคนกดสอบถามไหม
สิ่งที่ได้กลับมาไม่ใช่ยอดขาย แต่เป็นคำตอบสามข้อที่มีค่ากว่า คนสนใจจริงหรือแค่ผ่านตา คนที่สนใจถามอะไรบ้าง และต้นทุนต่อคนที่ยกมือประมาณเท่าไหร่ ข้อสุดท้ายจะกลายเป็นตัวเลขตั้งต้นเวลาคำนวณว่าธุรกิจนี้คุ้มไหม
ราคาของการทดสอบต้องน้อยกว่าราคาของการเปิดจริงมาก ๆ ถ้าทดสอบแล้วแพงพอ ๆ กับเปิดเลย ก็ไม่ได้ลดความเสี่ยงอะไร
สัญญาณที่บอกว่าควรหยุดก่อน
ไม่ใช่ทุกไอเดียควรไปต่อ และการรู้ตัวเร็วคือการประหยัดเงินรูปแบบหนึ่ง
- ต้องอธิบายยาวมากคนถึงจะเข้าใจว่าขายอะไร มักแปลว่าปัญหาที่แก้ยังไม่ชัดพอ
- ไม่มีใครยอมทิ้งเบอร์ไว้เลยหลังทดสอบ ทั้งที่คนเห็นเยอะ
- คนสนใจเยอะแต่พอบอกราคาแล้วเงียบหมด แปลว่าปัญหานี้ยังไม่แพงพอให้เขาจ่าย
- คุณเองยังไม่อยากใช้สิ่งที่ตัวเองกำลังจะขาย
สัญญาณเหล่านี้ไม่ได้แปลว่าคุณไม่เก่ง แต่แปลว่าไอเดียนี้ยังไม่พร้อม และการเปลี่ยนไอเดียตอนที่ยังไม่ได้ลงทุนหนัก ถูกกว่าการฝืนไปต่อมาก
สรุป
ไอเดียธุรกิจที่ไปรอดต้องผ่านสองด่าน ด่านแรกคือคุณทำได้ดีและอยู่กับมันได้นาน ด่านที่สองคือมีคนกำลังมองหาและยอมจ่าย
คนส่วนใหญ่ตอบด่านแรกได้ตั้งแต่วันแรก แต่ข้ามด่านที่สองไปเพราะคิดว่าต้องเปิดร้านก่อนถึงจะรู้ ทั้งที่ข้อมูลความต้องการดูได้เกือบทั้งหมดตั้งแต่ก่อนลงเงินบาทแรก